prettytime
Skincare

Apogee+ Alexandrite 755nm เลเซอร์กำจัดขน ดีแค่ไหน และผิวคนไทยต้องรู้อะไรก่อนทำ

By Dr. Lee2 min read

เวลาหาข้อมูลเรื่องเลเซอร์กำจัดขน มักเจอชื่อแปลกๆ เต็มไปหมด ทั้ง alexandrite, diode 810nm, Nd:YAG และในบรรดานั้น Apogee+ ก็เป็นชื่อที่ได้ยินบ่อยในกลุ่มเลเซอร์ alexandrite แต่ทำได้จริงไหม ถาวรไหม หรือผิวคนไทยโทนกลาง-เข้มทำแล้วจะมีปัญหาอะไร

Apogee+ คือเลเซอร์ alexandrite 755nm ของ Cynosure ความยาวคลื่นนี้ดูดซับเมลานินในเส้นขนได้ดี ความร้อนจะส่งไปทำลายรากขนโดยตรง นอกจากกำจัดขนแล้ว ยังใช้กับรอยสีตื้นๆ อย่างกระหรือฝ้าตื้นได้ด้วย แต่เพราะตอบสนองต่อเมลานินดี จึงต้องระวังเรื่องโทนผิว ลองดูหลักการ ผลที่พิสูจน์แล้ว จำนวนครั้ง และข้อจำกัดแต่ละเรื่องกัน

เครื่อง Apogee+ เลเซอร์ alexandrite 755nm สำหรับกำจัดขน

Apogee+ คืออะไร ทำงานยังไง?

Apogee+ ใช้ความยาวคลื่น 755nm แบบ alexandrite ซึ่งเลเซอร์แต่ละชนิดตอบสนองต่อเป้าหมายต่างกันไปตามความยาวคลื่น สำหรับ 755nm จะดูดซับเมลานินสีเข้มในเส้นขนได้โดยตรง เมื่อแสงถูกดูดซับก็จะแปลงเป็นความร้อน และความร้อนนั้นจะทำลายรากขนจนไม่สามารถงอกใหม่ได้

เครื่องนี้ผลิตโดย Cynosure ซึ่งเป็นบริษัทอุปกรณ์เลเซอร์ที่รู้จักกันดีในวงการ Alexandrite เป็นความยาวคลื่นที่ดูดซับเมลานินสูง จึงถูกยกให้เป็นมาตรฐานกำจัดขนมาช้านาน Apogee+ ยังติดระบบระบายความร้อนไว้ด้วย เพื่อให้ความร้อนส่งถึงรากขนได้ ในขณะที่หนังกำพร้ายังคงได้รับการปกป้อง

Apogee+ สามารถอัปเกรดเพิ่มความยาวคลื่น 1064nm Nd:YAG เพื่อกลายเป็น Elite+ ได้ โดย 1064nm จะทะลุลึกกว่าและดูดซับเมลานินน้อยกว่า จึงปลอดภัยกว่าสำหรับผิวสีเข้ม หมายความว่าใช้ได้ทั้งแบบ 755nm อย่างเดียว หรือใช้สองความยาวคลื่นร่วมกันเพื่อรองรับผิวได้หลากหลายโทนมากขึ้น ไม่ใช่เครื่องรุ่นใหม่ล่าสุด แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วในฐานะมาตรฐาน alexandrite

Alexandrite 755nm ดูดซับเมลานินในขน ส่งความร้อนทำลายรากขน และระบบระบายความร้อนปกป้องหนังกำพร้า
Alexandrite 755nm ดูดซับเมลานินในขน ส่งความร้อนทำลายรากขน และระบบระบายความร้อนปกป้องหนังกำพร้า

755nm ทำลายขนด้วยหลักการอะไร?

หลักการคือการให้ความร้อนกับเมลานินอย่างเลือกสรร เนื่องจากเส้นขนมีเมลานินสีเข้มอยู่ในปริมาณสูง 755nm จึงดูดซับสีนี้ได้โดยตรง เมื่อแสงถูกดูดซับก็จะแปลงเป็นความร้อน และความร้อนจะส่งต่อไปยังขนและรากขน ทำให้เกิดความเสียหายจนไม่งอกใหม่ ส่วนผิวรอบข้างมีเมลานินน้อยกว่า จึงรับความร้อนน้อยกว่าไปด้วย

เลเซอร์กำจัดขนได้ผลดีที่สุดเมื่อสีขนต่างจากผิวอย่างชัดเจน ขนสีเข้มหนาบนผิวสีอ่อนคือคู่ที่ให้ผลดีที่สุด ส่วนขนอ่อนสีจาง ขนเส้นเล็ก หรือขนสีเทาขาวมีเมลานินน้อย จึงตอบสนองไม่ดี นี่คือเหตุผลที่เลเซอร์กำจัดขนไม่ได้ผลเหมือนกันกับขนทุกชนิด

ระบบระบายความร้อนก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะ 755nm ดูดซับเมลานินบนหนังกำพร้าด้วยเช่นกัน ถ้าไม่มีการระบายความร้อน ผิวชั้นนอกจะร้อนเกินและเสี่ยงไหม้หรือเกิดรอยสีได้ Apogee+ จึงระบายความร้อนที่ผิวขณะยิงเลเซอร์เพื่อปกป้องหนังกำพร้า ในขณะที่ความร้อนยังส่งถึงรากขนได้เต็มที่ ทั้งนี้การตั้งค่าพลังงานและการระบายความร้อนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ทำ เครื่องเดียวกันแต่ตั้งค่าต่างกัน ผลและความปลอดภัยจึงต่างกันได้ การดูทั้งสีขนและโทนผิวก่อนปรับพลังงานจึงสำคัญมาก

หลังทำ Apogee+ 5 ครั้ง อัตราการกำจัดขนรายบริเวณ รักแร้ 83% ขา 82% โดยรวมอยู่ที่ราว 80%
หลังทำ Apogee+ 5 ครั้ง อัตราการกำจัดขนรายบริเวณ รักแร้ 83% ขา 82% โดยรวมอยู่ที่ราว 80%

ผลการกำจัดขนเชื่อได้แค่ไหน?

หลักฐานค่อนข้างแน่น Alexandrite 755nm ถูกยกเป็นมาตรฐานการลดขนถาวรมาหลายสิบปีแล้ว จากการศึกษาหลายสถาบันพบว่า หลังทำ 5 ครั้ง อัตราการลดขนรายบริเวณอยู่ที่ รักแร้ 83.0% ขา 82.2% บิกินี่ไลน์ 82.1% หลัง 81.6% และหน้าอก 79.6% โดยรวมอยู่ที่ประมาณ 80%

การศึกษาอีกชิ้นพบว่า 6 เดือนหลังทำ อัตราลดขนอยู่ที่ประมาณ 75% และขนที่เหลืออยู่ยังเล็กลงบางลงจนเหมือนขนอ่อน เลเซอร์ alexandrite จึงไม่ได้กำจัดขนออกทีเดียวหมด แต่ค่อยๆ ลดทั้งจำนวนและความหนาในหลายครั้ง ผิวสีอ่อนกับขนสีเข้มให้ผลดีที่สุดตามรายงาน

แต่ต้องเข้าใจคำว่า "กำจัดขนถาวร" ให้ถูกต้อง ไม่ได้แปลว่าขนหายไปตลอดกาล ในทางการแพทย์หมายถึงขนที่งอกกลับมาลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปขนบางเส้นอาจงอกขึ้นมาใหม่ได้ จึงอาจต้องทำ maintenance บางกรณี มองว่าเป็นการลดขนส่วนใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ ดีกว่าคาดว่าทำครั้งเดียวแล้วจบ

Apogee+ แนะนำทำห่างกัน 4-6 สัปดาห์ อย่างน้อย 3 ครั้ง เฉลี่ย 5.6 ครั้ง
Apogee+ แนะนำทำห่างกัน 4-6 สัปดาห์ อย่างน้อย 3 ครั้ง เฉลี่ย 5.6 ครั้ง

ต้องทำกี่ครั้ง ห่างแค่ไหน?

สาเหตุที่ต้องทำหลายครั้งคือขนมีวงจรการเจริญเติบโต ได้แก่ ระยะเจริญ ระยะพัก และระยะหลุดร่วง เลเซอร์ได้ผลดีเฉพาะขนในระยะเจริญที่มีเมลานินสูงเท่านั้น ทำครั้งเดียวจัดการได้เฉพาะขนที่กำลังเจริญ ขนที่พักอยู่จะงอกขึ้นมาทีหลัง

จึงต้องทำห่างกัน 4-6 สัปดาห์ อย่างน้อย 3 ครั้ง จากการศึกษาพบว่าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5.6 ครั้ง แต่ละครั้งจะจัดการขนในระยะเจริญไปเรื่อยๆ จำนวนขนและความหนาจึงลดลงต่อเนื่อง จำนวนครั้งที่ต้องการขึ้นอยู่กับบริเวณและสภาพขนด้วย

หลังครบคอร์สอาจต้องทำ maintenance เป็นระยะ บริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมนหรือขนหนามักต้องการครั้งมากกว่า ไม่ใช่การทำครั้งสองครั้งแล้วจบ แต่ต้องทำตามช่วงเวลาสม่ำเสมอจึงจะเห็นผล ช่วงห่างสั้นเกินไปจับขนระยะเจริญได้ไม่ครบ ห่างเกินไปขนงอกใหม่เพิ่มขึ้น การตั้งระยะห่างให้เหมาะกับบริเวณและวงจรขนจึงเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพ

755nm ปลอดภัยกับผิวสีอ่อน 1064nm Nd:YAG ปลอดภัยกว่าสำหรับผิวสีเข้มหรือผิวที่คล้ำจากแดด
755nm ปลอดภัยกับผิวสีอ่อน 1064nm Nd:YAG ปลอดภัยกว่าสำหรับผิวสีเข้มหรือผิวที่คล้ำจากแดด

ใช้กับจุดด่างดำหรือรอยสีได้ไหม?

755nm ดูดซับเมลานินดี จึงใช้ได้ไม่ใช่แค่กำจัดขน แต่รวมถึงรอยสีตื้นๆ ด้วย รอยสีน้ำตาลในหนังกำพร้าอย่างกระหรือฝ้าตื้นดูดซับแสงนี้แล้วจางลง ความยาวคลื่นที่ดูดซับสีได้ดีทำให้ได้ผลกับรอยสีน้ำตาลชัดเจนบนผิวสีอ่อน

แต่การรักษารอยสียิ่งต้องระวังเรื่องโทนผิวมากขึ้น เพราะ alexandrite ตอบสนองต่อเมลานินในผิวด้วย ถ้าผิวเข้มหรือคล้ำจากแดด หนังกำพร้าจะรับความร้อนและเสี่ยงไหม้หรือเกิดรอยสีเพิ่มได้ จึงต้องประเมินโทนผิวและความลึกของรอยสีก่อนเสมอ

ไม่ใช่ว่าใช้ได้กับรอยสีทุกชนิด รอยสีที่ไวต่อการกระตุ้นและฝังลึกอย่าง melasma อาจแย่ลงถ้าใช้ alexandrite จึงต้องใช้วิธีอื่นที่ปลอดภัยกว่า เลเซอร์นี้เหมาะกับรอยสีตื้นที่มีขอบชัดอย่างกระหรือจุดสีน้ำตาลมากกว่า แต่ถ้าไม่แยกชนิดรอยสีแล้วใช้เลเซอร์ตัวเดียวอาจเป็นอันตรายได้ ต้องวินิจฉัยก่อนว่าเป็นรอยสีชนิดใด แม้แต่กระก้อนที่หนาและนูนก็อาจต้องการเลเซอร์ชนิดอื่น ขึ้นอยู่กับลักษณะของรอยนั้น

การดูแลและปลอบประโลมผิวหลังทำ Apogee+

ผิวสีเข้มทำได้ไหม ใครเหมาะกับ Apogee+?

นี่คือเรื่องที่ต้องพูดตรงๆ Alexandrite 755nm ให้ผลดีและปลอดภัยที่สุดกับผิวสีอ่อน (Fitzpatrick I-III) ยิ่งผิวเข้มขึ้น ความเสี่ยงที่หนังกำพร้าจะรับความร้อนและเกิดรอยไหม้หรือสีผิดปกติยิ่งสูง คนไทยส่วนใหญ่มีโทนผิวระดับ Fitzpatrick IV-V ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ 755nm ผิวที่คล้ำจากแดดหรือผิวเข้มโดยธรรมชาติยิ่งต้องระมัดระวัง

ในกรณีนี้ 1064nm Nd:YAG คือตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าอย่างชัดเจน เพราะทะลุลึกกว่าและดูดซับเมลานินน้อยกว่า ทำให้ผิวโทนเข้ม Fitzpatrick IV-VI รับความร้อนน้อยลงมาก ถ้าคลินิกมี Elite+ ซึ่งรวม 755nm และ 1064nm ไว้ในเครื่องเดียว แพทย์สามารถเลือกความยาวคลื่นที่เหมาะกับโทนผิวของแต่ละคนได้

การดูแลก่อนและหลังทำสำคัญมาก ก่อนทำต้องหลีกเลี่ยงแดดแรงและการแทนนิ่ง หลังทำต้องทาครีมกันแดดสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงรอยสี หลังทำทันทีอาจแดงหรือรู้สึกแสบเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปจะดีขึ้นภายในไม่กี่วัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้แพทย์ที่ปรับพลังงาน ระบบระบายความร้อน และความยาวคลื่นให้เหมาะกับผิวของเรา

แล้วใครเหมาะที่สุด? คือคนที่มีขนสีเข้มหนาบนผิวสีอ่อน บริเวณที่ต้องโกนหรือแว็กซ์บ่อย หรือบริเวณที่มีรูขุมขนอักเสบบ่อย ในทางกลับกัน ขนอ่อนสีจางหรือขนสีเทาขาวให้ผลจำกัด และถ้าผิวเข้มมาก ความยาวคลื่นอื่นปลอดภัยกว่า อย่าคาดหวังว่าทำครั้งเดียวแล้วจบ มองว่าเป็นการลดขนส่วนใหญ่ในหลายครั้ง และต้องตั้งค่าให้เหมาะกับโทนผิวจึงจะได้ผลและปลอดภัยที่สุด

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

Laser Genesis คืออะไร ได้ผลจริงไหมกับผิวแดง รูขุมขน และริ้วรอย ต้องทำกี่ครั้ง?

Laser Genesis คืออะไร เลเซอร์ non-ablative 1064nm ใช้ความร้อนอ่อนๆ จัดการผิวแดง รูขุมขน และริ้วรอยได้ยังไง ได้ผลดีกับอะไร อ่อนกับอะไร ต่างจากเลเซอร์ตัวอื่นยังไง ต้องทำกี่ครั้ง และมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง อธิบายตรงๆ ไม่เกินจริง

By Dr. Kim

Skincare

Restylane Vital เมื่อผิวแห้งลึกที่สกินแคร์สู้ไม่ได้ NASHA hyaluronic acid ให้ผลอะไรได้จริง

Restylane Vital คืออะไร ต่างจากฟิลเลอร์ยังไง NASHA hyaluronic acid ให้ผลด้านความชุ่มชื้นและเนื้อผิวได้แค่ไหนตามหลักฐานคลินิก ฉีดกี่ครั้งห่างแค่ไหน ผลอยู่นานแค่ไหน และเหมาะกับใคร รวบรวมไว้ตรงๆ ไม่เกินจริง

By Dr. Kim

Acne

NeoBeam เลเซอร์สิว 1450nm: ประสิทธิผล ดาวน์ไทม์ และสิ่งที่ต้องรู้ก่อนทำ

NeoBeam คือเลเซอร์ชนิดใด ลดสิวอักเสบและไขมันส่วนเกินได้แค่ไหน ทำไมถึงได้ผลน้อยกับรอยสิวหลุม รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยกลุ่มเลเซอร์ 1450nm พร้อมระบุว่านี่คือข้อมูลระดับคลาส ไม่ใช่ข้อมูลเฉพาะอุปกรณ์

By Dr. Kim

Back to articles