รอยแผลเป็นสิวแบ่งเป็นแบบเข็มแหลม กล่อง และคลื่น ทำไมแต่ละแบบต้องรักษาต่างกัน
By Dr. Lee2 min read

หลังสิวหายแล้ว หลายคนยังมีรอยบุ๋มติดอยู่บนผิว ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่ารอยแต่ละจุดมีรูปร่างไม่เหมือนกัน บางจุดแคบและลึกเหมือนโดนเข็มแหลมทิ่ม บางจุดกว้างและเรียบเหมือนก้นกะละมังเหลี่ยม ส่วนบางจุดก็เป็นคลื่นตื้น ๆ ลาดเอียงนุ่ม ๆ
ที่รูปร่างต่างกันแบบนี้ก็มีเหตุผลของมัน และเมื่อรูปร่างต่างกัน สิ่งที่เกิดขึ้นภายในรอยแผลเป็นก็ต่างกันไปด้วย ดังนั้นวิธีรักษาที่ได้ผลจริงจึงต่างกันตามไปด้วยเช่นกัน
ทำไมรอยแผลเป็นสิวของแต่ละคนถึงมีรูปร่างไม่เหมือนกัน?
รอยแผลเป็นสิวเกิดขึ้นตรงจุดที่เคยอักเสบหนักและเป็นหนอง ยิ่งอักเสบลึกและนานเท่าไร คอลลาเจนใต้ผิวก็ยิ่งถูกทำลายมากขึ้นเท่านั้น คอลลาเจนเปรียบเหมือนเสาที่ค้ำโครงสร้างผิวเอาไว้ เมื่อการอักเสบรุนแรงขึ้น ร่างกายจะหลั่งเอนไซม์ที่ชื่อว่า MMP (matrix metalloproteinase) ออกมามาก ชื่อฟังดูซับซ้อนแต่หน้าที่ของมันง่ายมาก คือทำหน้าที่เหมือนกรรไกรที่ตัดเสาคอลลาเจนนี้ทิ้ง
เมื่อร่างกายซ่อมแซมคอลลาเจนที่ถูกตัดได้ไม่ทันหรือไม่ครบ พออาการอักเสบสงบลง จุดนั้นก็จะยุบตัวลงกลายเป็นรอยแผลเป็น แต่ทิศทางและความลึกของการอักเสบไม่เหมือนกันในแต่ละคนหรือแม้แต่ในแต่ละจุดของคนเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นหนองที่ลึกและแคบ กระจายกว้างแต่ตื้น หรือลามไปจนถึงพังผืดใต้ผิว ล้วนทำให้รอยแผลเป็นที่หลงเหลืออยู่มีรูปร่างต่างกันไปโดยสิ้นเชิง ดังนั้นการแยกรอยแผลเป็นตามรูปร่างแทนที่จะมองเป็นก้อนเดียวกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการรักษาที่ถูกต้อง
ทำไมรอยแผลเป็นถึงแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ
ทางการแพทย์ผิวหนังแบ่งรอยแผลเป็นสิวชนิดยุบตัว (atrophic scar) ออกเป็น 3 แบบหลัก คือ รอยแผลเป็นแบบเข็มแหลม (ice pick scar) รอยแผลเป็นแบบกล่อง (boxcar scar) และรอยแผลเป็นแบบคลื่น (rolling scar)
รอยแผลเป็นแบบเข็มแหลมเกิดจากการอักเสบที่ลึกและแคบตามแนวรูขุมขน มีลักษณะเหมือนบ่อน้ำแคบ ๆ ลึก ๆ ความกว้างมักไม่ถึง 2 มม. ส่วนรอยแผลเป็นแบบกล่องเกิดจากการอักเสบที่กระจายออกด้านข้างมากกว่า และกัดกินคอลลาเจนอย่างสม่ำเสมอในระดับความลึกหนึ่ง ทำให้ขอบรอยคมชัดเป็นเหลี่ยมและก้นแบนเหมือนกะละมัง ส่วนรอยแผลเป็นแบบคลื่นนั้นไม่ได้เกิดจากการอักเสบโดยตรง แต่เกิดจากพังผืด (fibrous adhesion) ที่ก่อตัวขึ้นระหว่างชั้นผิวกับกล้ามเนื้อในระหว่างกระบวนการสมานแผล พังผืดที่เหมือนเส้นเชือกเล็ก ๆ นี้จะดึงผิวลงด้านล่าง ทำให้เกิดเป็นคลื่นตื้น ๆ ลาดเอียงนุ่ม ๆ บนผิว
เพราะรอยแผลเป็นทั้ง 3 แบบเกิดจากกระบวนการที่ต่างกัน วิธีแก้ไขจึงต้องต่างกันไปด้วย รอยที่เป็นช่องแคบลึกต้องเติมเต็ม รอยที่ผนังและก้นกว้างต้องปรับผิวให้เรียบสม่ำเสมอ ส่วนรอยที่ถูกเชือกใต้ผิวดึงอยู่ต้องตัดเชือกนั้นออก แต่ละแบบจึงต้องการวิธีที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
รอยแผลเป็นแบบเข็มแหลมที่แคบและลึก เกิดขึ้นได้อย่างไร?
รอยแผลเป็นแบบเข็มแหลมมีลักษณะตรงตามชื่อ คือเหมือนถูกเข็มแหลมทิ่มลงไป เกิดจากการอักเสบที่ลุกลามลึกลงไปในแนวตั้งรอบรูขุมขนเพียงจุดเดียว ทำให้คอลลาเจนรอบช่องแคบ ๆ นั้นถูกทำลายในบริเวณที่แคบแต่ลึกมาก ความกว้างของรอยแคบแต่ความลึกอาจถึงชั้นหนังแท้ส่วนลึก บางกรณีลึกจนเกือบถึงชั้นไขมันใต้ผิว
ด้วยโครงสร้างแบบนี้ การรักษาที่เน้นปรับผิวชั้นบนอย่างเดียวจึงมีข้อจำกัด แม้จะใช้เลเซอร์หรือการลอกผิวเบา ๆ ก็ตาม ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงก้นของช่องที่แคบและลึกได้ เปรียบเหมือนขยายปากบ่อน้ำแต่ก้นบ่อยังคงเหมือนเดิม ดังนั้นรอยแผลเป็นแบบเข็มแหลมจึงต้องอาศัยวิธีที่กระตุ้นเข้าไปถึงด้านในของช่องโดยตรง เพื่อให้เนื้อเยื่อค่อย ๆ เติมเต็มขึ้นมาจากก้นช่อง
ทำไม CROSS ถึงได้ผลดีกับรอยแผลเป็นแบบเข็มแหลม
CROSS (TCA CROSS) เป็นการรักษาด้วยสารเคมีที่ทำให้ผิวสร้างใหม่ ใช้เฉพาะจุดและทำซ้ำเป็นรอบ ๆ โดยจุ่มปลายไม้จิ้มฟันหรือไม้พันสำลีเส้นเล็กลงในกรดไตรคลอโรอะซิติก (trichloroacetic acid) ที่มีความเข้มข้นสูงมากถึง 90 ถึง 100% แล้วแตะลงเฉพาะที่ก้นรอยแผลเป็นเท่านั้น ต่างจากการลอกผิว (peeling) ทั่วไปที่ทาเป็นบริเวณกว้าง หัวใจของ CROSS คือการเน้นแตะเฉพาะจุดที่แคบมาก ๆ เพียงจุดเดียว
เมื่อแตะแบบนี้ ความเสียหายจากสารเคมีที่รุนแรงจะเกิดขึ้นเฉพาะในช่องแคบนั้นเท่านั้น ผิวรอบข้างที่ปกติแทบไม่ถูกกระทบเลย ระหว่างที่ร่างกายซ่อมแซมจุดที่เสียหาย คอลลาเจนใหม่จะค่อย ๆ เติมขึ้นมาจากก้นช่อง ทำให้รอยแผลเป็นตื้นขึ้นทีละน้อย เพราะสามารถกระตุ้นเข้าไปถึงด้านในของช่องแคบลึกได้อย่างแม่นยำ วิธีนี้จึงตรงกับหลักการของรอยแผลเป็นแบบเข็มแหลมมากกว่าเลเซอร์ที่ปรับผิวเฉพาะชั้นบน โดยทั่วไปมักทำซ้ำ 3 ถึง 6 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2 ถึง 4 สัปดาห์ เพื่อค่อย ๆ ลดความลึกของรอยลงทีละนิด
รอยแผลเป็นแบบกล่องที่ขอบคมชัดต่างจากแบบอื่นอย่างไร?
รอยแผลเป็นแบบกล่องเมื่อมองจากด้านบนจะเห็นขอบที่คมชัดเป็นเหลี่ยม เหมือนมีการกดกะละมังสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ลงบนผิว ผนังตั้งตรงและก้นแบนราบ รูปร่างแบบนี้เกิดจากการอักเสบที่กระจายออกด้านข้างมากกว่ารอยแผลเป็นแบบเข็มแหลม และกัดกินคอลลาเจนอย่างสม่ำเสมอในระดับความลึกหนึ่ง
บางครั้งแบ่งย่อยตามความลึกเป็นรอยแผลเป็นแบบกล่องตื้นและแบบกล่องลึก กรณีตื้นการปรับผิวให้เรียบเนียนอย่างเดียวก็อาจเห็นผลชัดเจนได้ ส่วนกรณีลึกต้องปรับทั้งผนังและก้นไปพร้อมกันเพื่อเติมคอลลาเจนใหม่ จึงต้องอาศัยวิธีที่กระตุ้นลึกลงไปถึงชั้นผิวด้านล่าง เช่น ความร้อนหรือเข็มขนาดเล็กจิ๋ว เพราะเป็นรอยแผลเป็นที่ต้องกระตุ้นบริเวณกว้างให้สม่ำเสมอ วิธีการจึงต่างจากรอยแผลเป็นแบบเข็มแหลมที่รักษาเฉพาะจุดแคบ ๆ เพียงจุดเดียวโดยสิ้นเชิง
รอยแผลเป็นแบบคลื่นที่ลาดเอียงนุ่ม ทำไมต้องใช้ subcision
รอยแผลเป็นแบบคลื่นมีสาเหตุต่างจากอีก 2 แบบโดยสิ้นเชิง รอยแผลเป็นแบบเข็มแหลมและแบบกล่องเกิดจากการอักเสบที่กัดกินคอลลาเจนในจุดนั้นโดยตรง แต่รอยแผลเป็นแบบคลื่นเกิดจากพังผืด (fibrous adhesion) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเหมือนเส้นเชือกเล็ก ๆ ที่บาง แต่เหนียว ก่อตัวขึ้นระหว่างชั้นผิวกับพังผืดกล้ามเนื้อด้านล่างในระหว่างกระบวนการสมานแผล เพราะเชือกนี้ดึงผิวลงด้านล่างอยู่ตลอดเวลา จึงเกิดเป็นคลื่นกว้าง ๆ ลาดเอียงนุ่ม ๆ บนผิว
ในโครงสร้างแบบนี้ การรักษาที่เน้นปรับผิวชั้นบนไม่ค่อยช่วยอะไรมากนัก เพราะสาเหตุไม่ได้อยู่ที่ผิวชั้นบน แต่อยู่ที่เชือกที่ดึงอยู่ด้านล่าง จึงต้องใช้วิธีที่เรียกว่า subcision ซึ่งคือการสอดเข็มปลายมนหรือท่อเล็ก ๆ ที่เรียกว่าแคนนูล่า (cannula) เข้าไปใต้ผิว เพื่อตัดพังผืดที่ดึงผิวอยู่นั้นออกโดยตรง เมื่อเชือกถูกตัดขาด ผิวที่ถูกดึงจมลงก็จะยกตัวขึ้นเล็กน้อย และเลือดออกเล็ก ๆ กับกระบวนการซ่อมแซมที่เกิดขึ้นตามมาจะกลายเป็นตัวกระตุ้นให้คอลลาเจนใหม่เข้ามาเติมเต็มบริเวณนั้น
เพราะเป็นการกำจัดสาเหตุของการดึงรั้งโดยตรง subcision จึงมีบทบาทที่วิธีอื่นแทนที่ได้ยากในรอยแผลเป็นแบบคลื่น อย่างไรก็ตาม การตัดพังผืดอย่างเดียวมักไม่จบแค่นั้น จึงมีรายงานว่ามักทำร่วมกับการเติมฟิลเลอร์หรือการปรับผิวชั้นบนตามมาด้วย
ถ้ารอยแผลเป็นหลายแบบปะปนกัน ควรผสมผสานการรักษาอย่างไร?
ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่มักมีรอยแผลเป็นทั้ง 3 แบบปะปนกันอยู่บนใบหน้าเดียว ดังนั้นการรักษาจึงมักไม่จบด้วยวิธีเดียว แต่แนะนำให้ผสมผสานตามลำดับที่เหมาะสมกับสาเหตุของแต่ละรอย
- หากมีรอยแผลเป็นแบบคลื่นที่มีพังผืดปะปนอยู่ ควรพิจารณา subcision ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะต้องคลายเชือกที่ดึงอยู่ด้านล่างออกก่อน การรักษาผิวชั้นบนในขั้นตอนต่อไปถึงจะเห็นผลเต็มที่
- หากมีรอยแผลเป็นแบบกล่องที่ผนังและก้นชัดเจน ควรเสริมด้วยการรักษาที่กระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวด้วยความร้อนหรือเข็มขนาดเล็กจิ๋ว เพราะต้องปรับพื้นที่กว้างให้เรียบสม่ำเสมอ ขอบของรอยแผลเป็นถึงจะดูนุ่มขึ้น
- หากยังมีรอยแผลเป็นแบบเข็มแหลมที่แคบและลึกหลงเหลืออยู่ ให้ใช้ CROSS จัดการเฉพาะจุดนั้นแยกต่างหาก เพราะเป็นวิธีเดียวที่สามารถกระตุ้นเข้าไปถึงก้นช่องแคบลึกที่วิธีอื่นเข้าไม่ถึง
- หากยังมีปริมาตรที่ยุบตัวหลงเหลืออยู่ บางครั้งอาจเสริมด้วยการฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มปริมาตรเป็นขั้นตอนสุดท้าย เพราะทราบกันว่าการเคลียร์พังผืดและผิวชั้นบนให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยเติม จะช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้มั่นคงกว่า
การที่คอลลาเจนใหม่จะเข้าที่มั่นคงต้องใช้เวลาตั้งแต่ 4 สัปดาห์ไปจนถึง 6 เดือน ดังนั้นแทนที่จะตัดสินผลจากการรักษาเพียงครั้งเดียว การทำ 3 ถึง 5 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างประมาณ 4 ถึง 8 สัปดาห์ต่อครั้ง จึงเป็นแนวทางที่เป็นธรรมชาติมากกว่า สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือส่องกระจกดูว่ารอยแผลเป็นของตัวเองใกล้เคียงกับรูปแบบไหน แล้วปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจวิธีการรักษาแต่ละแบบ เพื่อวางลำดับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ก้อนใต้ผิวที่คลำเจอเป็นถุงน้ำ ต่างจากสิวที่บีบออกอย่างไร ทำไมต้องเอาผนังถุงออกให้หมดถึงไม่กลับมาเป็นซ้ำ
ถ้าก้อนใต้ผิวบีบเหมือนสิวแล้วก็ยังกลับมาโตที่เดิมซ้ำ ๆ นั่นอาจไม่ใช่สิว แต่เป็นถุงน้ำใต้ผิวหนัง (epidermal cyst) บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ตั้งแต่กลไกที่ทำให้ถุงน้ำก่อตัว จุดสังเกตที่ต่างจากสิว ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมต้องเอาผนังถุงออกให้หมดจึงจะไม่กลับมาเป็นซ้ำ
By Dr. Lee

ตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แท้จริงคือ Sebaceous Hyperplasia ต่างจากสิวตรงไหน กำจัดได้อย่างไร
ถ้ามีตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากหรือแก้มที่บีบยังไงก็ไม่หาย นั่นอาจไม่ใช่สิวแต่เป็น sebaceous hyperplasia บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมต่อมไขมันโตขึ้นแล้วเกิดเป็นตุ่มบุ๋มตรงกลาง ต่างจากสิวยังไง วิธีกำจัดด้วยการจี้ไฟฟ้า และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำได้
By Dr. Kim

หลักการที่ยาสลายไขมันทำลายเซลล์ไขมันเฉพาะจุดโดยตรง อาการบวม จำนวนครั้งตามตำแหน่ง และการคงผลลัพธ์
ทำไมยาสลายไขมันจึงได้รับความนิยมสำหรับคางสองชั้นหรือต้นแขนที่ลดยากด้วยการออกกำลังกาย บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ตั้งแต่หลักการที่ตัวยาทำลายผนังเซลล์ไขมันโดยตรง กระบวนการขับไขมันที่แตกออกจากร่างกาย ปริมาณและจำนวนครั้งตามตำแหน่งต่าง ๆ ไปจนถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบวม
By Dr. Lee