prettytime
Skincare

ฝ้าไม่ยอมจาง ครีมสูตรผสม ยากิน เลเซอร์ ตัวไหนได้ผลและกลับมาทำไม?

By Dr. Kim1 min read

ใครที่เคยเป็นฝ้าจะรู้ดี ดูเหมือนจางลงแล้ว พอเข้าหน้าร้อนก็กลับมาอีก ทำเลเซอร์ไปแล้วไม่กี่เดือนก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาใหม่ วิธีรักษามีหลายแบบ ทั้งครีมทา ยากิน เลเซอร์โทนนิ่ง แต่ตัวไหนเหมาะกับเรา ทำไมถึงกลับมาซ้ำอยู่เรื่อยๆ คงสงสัยกันไม่น้อย

พูดให้เห็นภาพรวมก่อน ฝ้าไม่ใช่โรคที่รักษาหายขาดได้ครั้งเดียว แต่เป็นเรื่องของการดูแลอย่างต่อเนื่อง หัวใจมีสามส่วน ครีมสูตรผสมสามตัวคือพื้นฐาน เติม tranexamic acid ชนิดกินเข้าไปแล้วฝ้าจะจางเร็วขึ้นและกลับมาน้อยลง ส่วนเลเซอร์เมื่อใช้คนเดียวผลไม่ยั่งยืน และอาจทำให้ฝ้าเข้มขึ้นได้ถ้าไม่ระวัง ตามมาดูกันว่าแต่ละวิธีออกฤทธิ์ถึงไหน ทำไมใช้ร่วมกันถึงได้ผลกว่า และจะชะลอการกลับมาได้อย่างไร

ภาพรวมการรักษาฝ้า

ฝ้าเกิดจากอะไร แล้วทำไมถึงรักษายาก?

ฝ้าเกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีที่ทำงานมากเกินไปจนผลิตเมลานินสะสม สาเหตุหลักคือแสงแดด ตามด้วยการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง ความร้อน และการเสียดสีผิว ไม่ว่าจะเป็นตอนตั้งครรภ์ กินยาคุม อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อน หรือล้างหน้าแรงๆ ล้วนกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้นได้ทั้งนั้น การกันแดดจึงขาดไม่ได้ ถ้าขาดตรงนี้ไป วิธีรักษาอื่นๆ ก็ได้ผลแค่ครึ่งเดียว

ที่รักษายากก็มีเหตุผล ฝ้าแบ่งตามตำแหน่งของเม็ดสีได้เป็น 3 ชนิด คือ ฝ้าตื้น (epidermal) ที่อยู่ชั้นหนังกำพร้า ฝ้าลึก (dermal) ที่อยู่ชั้นผิวหนังส่วนลึก และฝ้าผสม (mixed) ที่มีทั้งสองแบบ ฝ้าตื้นตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่า แต่ฝ้าลึกหรือฝ้าผสมนั้นครีมทาเข้าไม่ถึง จึงจางช้ากว่ามาก นอกจากนี้เซลล์สร้างเม็ดสีที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นเป็นพิเศษ พอได้รับการกระตุ้นก็จะผลิตเม็ดสีออกมามากขึ้นอีก

เป้าหมายของการรักษาฝ้าจึงไม่ใช่การกำจัดให้หมด แต่คือการทำให้ฝ้าจางลงทีละนิดและลดโอกาสกลับมา การรักษาแรงเพื่อให้หายเร็วกลับทำให้ฝ้าเข้มขึ้นได้ วิธีที่ได้ผลจริงคือค่อยๆ ทำ ไม่ระคายเคือง และทำต่อเนื่อง ฝ้าพบบ่อยในผู้หญิงวัย 30-40 ปี และส่วนใหญ่ต้องดูแลระยะยาว

ฝ้าแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ epidermal ที่ชั้นผิวตื้น dermal ที่ชั้นลึก และ mixed ที่ผสมกัน ยิ่งลึกยิ่งจางยาก
ฝ้าแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ epidermal ที่ชั้นผิวตื้น dermal ที่ชั้นลึก และ mixed ที่ผสมกัน ยิ่งลึกยิ่งจางยาก

ครีมทาช่วยได้แค่ไหน?

พื้นฐานของการรักษาฝ้าด้วยครีมคือครีมสูตรผสมสามตัว ประกอบด้วย hydroquinone ที่ยับยั้งการสร้างเมลานิน tretinoin ที่เร่งการหมุนเวียนของผิวให้ดันเม็ดสีออก และสเตียรอยด์อ่อนๆ ที่ช่วยลดการอักเสบและการระคายเคือง ทั้งสามออกฤทธิ์ในจุดต่างกัน จึงให้ผลดีกว่าใช้ตัวเดียว และถือเป็นมาตรฐานสำหรับการรักษาฝ้าด้วยยาทาในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ครีมทาได้ผลดีกับเม็ดสีชั้นตื้น แต่เข้าไม่ถึงเม็ดสีชั้นลึก นอกจากนี้การใช้ hydroquinone นานเกินไปอาจก่อการระคายเคืองหรือในกรณีหายากอาจทำให้ผิวคล้ำขึ้นได้ จึงมักแนะนำให้ใช้เป็นช่วงๆ แล้วพัก ไม่ควรซื้อความเข้มข้นสูงมาใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

ครีมทาจึงเหมาะกับบทบาทพื้นฐานควบคู่กับการกันแดด ส่วนที่ยังขาดอยู่ค่อยเสริมด้วยยากินหรือเลเซอร์ ใจเย็นทาต่อเนื่องโดยไม่ระคายเคืองคือวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ครีมสูตรผสมนี้เป็นยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์ ควรพบแพทย์เพื่อกำหนดความเข้มข้นและระยะเวลาการใช้แทนการซื้อมาใช้เอง

ครีมสูตรผสมสามตัวสำหรับรักษาฝ้า

tranexamic acid ชนิดกินช่วยได้จริงไหม?

tranexamic acid ชนิดกินเดิมเป็นยาห้ามเลือด แต่พบว่าช่วยลดสัญญาณที่กระตุ้นการสร้างเม็ดสี จึงถูกนำมาใช้เป็นการรักษาเสริมสำหรับฝ้า ใช้ได้ผลดีกว่าเมื่อเสริมร่วมกับครีมทาหรือเลเซอร์

หลักฐานมีอยู่พอสมควร เมื่อเสริม tranexamic acid ชนิดกินเข้าไปกับครีมสูตรผสมสามตัว พบว่าสัปดาห์ที่ 4 ฝ้าจางลงได้เร็วกว่าและมากกว่าการใช้ครีมอย่างเดียว ส่วนเมื่อใช้ร่วมกับเลเซอร์ พบว่าช่วยลด mMASI ได้มากขึ้น 12-15% เมื่อเทียบกับเลเซอร์อย่างเดียว และอัตราการกลับเป็นซ้ำที่ 6 เดือนต่ำกว่า 20% กล่าวได้ว่า tranexamic acid ชนิดกินช่วยทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและลดการกลับมาของฝ้า

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นยากิน จึงต้องระวัง ผู้ที่มีความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดหรือกินยาคุมอยู่ด้วยอาจไม่เหมาะ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ ไม่ควรกินเองเป็นเวลานาน โดยทั่วไปจะค่อยๆ ปรับระยะเวลาไปตามผลที่เห็น เมื่อได้ผลดีแล้วมักลดปริมาณลงหรือหยุดแล้วดูแลต่อด้วยครีมและกันแดด

เมื่อใช้ tranexamic acid ชนิดกินร่วมกับเลเซอร์ ช่วยลด mMASI ได้มากขึ้น 12-15% และอัตราการกลับเป็นซ้ำที่ 6 เดือนต่ำกว่า 20%
เมื่อใช้ tranexamic acid ชนิดกินร่วมกับเลเซอร์ ช่วยลด mMASI ได้มากขึ้น 12-15% และอัตราการกลับเป็นซ้ำที่ 6 เดือนต่ำกว่า 20%

เลเซอร์โทนนิ่งผลคงอยู่ได้นานแค่ไหน?

เลเซอร์โทนนิ่งใช้พลังงานต่ำยิงหลายครั้งเพื่อค่อยๆ ทำลายเม็ดสี ออกฤทธิ์ได้แม้กับเม็ดสีชั้นลึกที่ครีมทาเข้าไม่ถึง ถ้าทำได้ผลดีผิวจะดูสว่างขึ้นชัดเจนในระยะสั้น จึงเป็นที่นิยมในกลุ่มที่ต้องการเห็นผลเร็ว

ปัญหาอยู่ที่ความคงทนและความปลอดภัย เลเซอร์โทนนิ่งเมื่อใช้คนเดียวโดยไม่เสริมวิธีอื่นมักไม่คงทน ฝ้ากลับมาได้เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งกว่านั้น ถ้าพลังงานแรงเกินหรือทำถี่เกินไป เซลล์สร้างเม็ดสีอาจถูกกระตุ้นจนทำให้ฝ้าเข้มขึ้นหรือเกิดรอยด่างสีซีดเป็นจุดๆ ได้ หลักการที่ถูกต้องคือใช้พลังงานต่ำ เว้นระยะห่าง และใช้ร่วมกับครีมทาหรือยากินเสมอ

เลเซอร์จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่เป็นตัวเสริมที่มีประโยชน์ มีข้อดีเรื่องเห็นผลเร็ว แต่ต้องระวังเรื่องการกลับมาและฝ้าเข้มขึ้น การใช้ร่วมกับวิธีอื่นอย่างระมัดระวังปลอดภัยกว่าใช้คนเดียว หมอที่มีประสบการณ์รักษาฝ้าจะช่วยกำหนดความแรงและความถี่ที่เหมาะสมกับสภาพผิวแต่ละคนได้

เครื่องเลเซอร์โทนนิ่งสำหรับรักษาฝ้า

ทำไมฝ้าถึงกลับมา แล้วป้องกันได้อย่างไร?

ที่ฝ้ากลับมาซ้ำบ่อยๆ ก็เพราะสาเหตุยังอยู่ครบ ถึงจะรักษาจนจางลงแล้ว แต่ถ้ายังโดนแสงแดด ฮอร์โมน และความร้อนกระตุ้นอยู่เรื่อยๆ เซลล์สร้างเม็ดสีที่ไวอยู่แล้วก็พร้อมสร้างเม็ดสีใหม่ตลอดเวลา การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันจึงสำคัญไม่แพ้การรักษา

หัวใจคือกันแดด ทาครีมกันแดดทุกวันอย่างเพียงพอ ทาซ้ำตามรอบ และป้องกันเพิ่มด้วยหมวกหรือร่ม นอกจากแสงแดดแล้ว ความร้อนก็กระตุ้นฝ้าได้ ซาวน่า อบไอน้ำ การล้างหน้าแรงๆ หรือการเสียดสีผิว ควรลดให้ได้มากที่สุด การรักษาเพื่อลดเม็ดสีและการลดสิ่งกระตุ้นต้องไปด้วยกัน

แม้หยุดรักษาแล้ว การใช้ส่วนผสมเพิ่มความกระจ่างใสที่มีความเข้มข้นอ่อนๆ หรือครีมกันแดดอย่างต่อเนื่องช่วยยืดเวลาก่อนที่ฝ้าจะกลับมาได้ ผลวิจัยก็ยืนยันว่าการใช้ครีมทาร่วมกับ tranexamic acid ชนิดกินทำให้อัตราการกลับมาต่ำกว่า ดูแลฝ้าคือการมองระยะยาว ไม่ใช่หายครั้งเดียวแล้วจบ ฤดูร้อนอาจต้องเข้มข้นขึ้น ฤดูหนาวผ่อนได้บ้าง ปรับตามสภาพผิวและฤดูกาลได้เลย

การกันแดดทุกวันและลดความร้อนสำคัญพอๆ กับการรักษา ถ้าอยากป้องกันฝ้ากลับมา
การกันแดดทุกวันและลดความร้อนสำคัญพอๆ กับการรักษา ถ้าอยากป้องกันฝ้ากลับมา

แล้วควรเริ่มจากตรงไหน?

ฝ้าไม่ใช่โรคที่รักษาด้วยวิธีเดียว แต่ต้องใช้หลายวิธีร่วมกันเป็นขั้นตอน พื้นฐานที่วางก่อนเลยคือกันแดดและลดสิ่งกระตุ้น ต่อมาเสริมด้วยครีมสูตรผสมสามตัว ถ้ายังไม่พอค่อยเพิ่ม tranexamic acid ชนิดกินเพื่อเร่งผลและลดการกลับมา เลเซอร์โทนนิ่งควรใช้เป็นตัวสุดท้าย และใช้พลังงานต่ำเป็นตัวเสริมเท่านั้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งความคาดหวังให้สมจริง ฝ้าไม่ได้หายสนิท แต่ทำให้จางลงจนดูไม่ค่อยเด่นชัดได้ การรักษาแรงเพื่อให้หายเร็วนั้น ในคลินิกพบบ่อยว่าผลกลับตาลปัตร ทำให้เข้มขึ้นแทน ดังนั้น ค่อยๆ ทำ ไม่ระคายเคือง ทำต่อเนื่อง คือหัวใจของการรักษาฝ้า ฝ้าเป็นชนิด epidermal หรือ dermal มีปัจจัยจากฮอร์โมนหรือยาเกี่ยวข้องไหม สิ่งเหล่านี้กำหนดแผนการรักษาที่ต่างกัน การพบแพทย์เพื่อวางแผนเฉพาะบุคคลจึงเร็วกว่าการลองเองด้วยผลิตภัณฑ์แรงๆ เมื่อฝ้าดีขึ้นแล้ว ดูแลต่อด้วยกันแดดและการดูแลผิวเบาๆ อย่างต่อเนื่อง ช่วงเวลาก่อนฝ้าจะกลับมาก็จะนานขึ้นแน่นอน

ครีมทาออกฤทธิ์กับเม็ดสีชั้นตื้น tranexamic acid ชนิดกินออกฤทธิ์ที่สัญญาณกระตุ้นเมลานิน เลเซอร์ออกฤทธิ์กับเม็ดสีชั้นลึก ต่างจุดต่างหน้าที่
ครีมทาออกฤทธิ์กับเม็ดสีชั้นตื้น tranexamic acid ชนิดกินออกฤทธิ์ที่สัญญาณกระตุ้นเมลานิน เลเซอร์ออกฤทธิ์กับเม็ดสีชั้นลึก ต่างจุดต่างหน้าที่

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

แผลคีลอยด์ วิธีรักษาลดการกลับเป็นซ้ำ ตั้งแต่ฉีดสเตียรอยด์ร่วมกับ 5-FU ไปจนถึงการผ่าตัดร่วมรังสีรักษา

อธิบายง่าย ๆ ว่าแผลคีลอยด์ต่างจากแผลนูนหนาอย่างไร ทำไมคีลอยด์ถึงเกิดจากคอลลาเจนที่สร้างมากเกินไป การฉีดสเตียรอยด์ร่วมกับ 5-FU ซึ่งเป็นการรักษาขั้นแรกช่วยลดการกลับเป็นซ้ำได้มากแค่ไหน ซิลิโคน การกดทับ เลเซอร์ และการจี้เย็นแต่ละวิธีเก่งด้านไหน และทำไมการผ่าตัดเดี่ยว ๆ ถึงไม่ควรทำ สรุปจากตัวเลขงานวิจัยจริง

By Dr. Kim

Skincare

รักษาเชื้อราที่เล็บด้วยเลเซอร์ หลักการใช้ความร้อนกำจัดเชื้อราโดยไม่ต้องกินยา อัตราหายขาด และวิธีดูแลป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมเลเซอร์จึงถูกนำมาใช้รักษาเชื้อราที่เล็บที่เหลืองและหนาขึ้น หลักการที่เลเซอร์ Nd:YAG ความยาวคลื่น 1064nm ใช้ความร้อนกำจัดเชื้อรา อัตราหายขาดเทียบกับยากินเทอร์บินาฟีนและยาทา ต้องทำกี่ครั้งในช่วงเวลาแบบไหน ไปจนถึงการดูแลควบคู่เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำและรักษาผลลัพธ์ให้อยู่นาน สรุปจากตัวเลขงานวิจัยจริง

By Dr. Lee

Pigment

ปานสีกาแฟใส่นม เลเซอร์ลบออกได้จริงไหม ต่างจากไฝและฝ้าอย่างไร ทำไมกลับมาซ้ำบ่อย

ปานสีน้ำตาลอ่อนคล้ายกาแฟใส่นมที่ขึ้นเป็นปื้นขอบชัดตามแก้มหรือแขน อาจไม่ใช่ฝ้าหรือไฝ แต่เป็นปานคาเฟ่โอเลต์ (cafe-au-lait) เม็ดสีชนิดนี้อยู่ตื้นในชั้นหนังกำพร้าเลเซอร์จึงเข้าถึงง่าย แต่ก็กลับมาเป็นซ้ำได้บ่อยเช่นกัน มาดูกันว่าต่างจากไฝหรือฝ้าอย่างไร ทำไมถ้ามีหลายจุดต้องตรวจให้แน่ใจก่อน เลเซอร์ช่วยให้จางลงได้แค่ไหน และดูแลไม่ให้กลับมาซ้ำอย่างไร

By Dr. Kim

Back to articles