ก่อนทำฟิลเลอร์ ต้องรู้เรื่องนี้: หลอดเลือดอุดตัน ตาบอด ก้อนนูน และ granuloma เกิดขึ้นได้อย่างไร
By Dr. Kim2 min read

ฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ทำกันทั่วไป แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผลข้างเคียงเลย ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแค่รอยช้ำหรืออาการบวมที่หายได้ในไม่กี่วัน แต่บางกรณีที่เกิดขึ้นน้อยกว่าอาจเจอหลอดเลือดอุดตันจนเนื้อตาย หรือแม้แต่สูญเสียการมองเห็น ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ตกใจ แต่การรู้ว่าอะไรพบบ่อยและอะไรอันตรายจริงๆ จะช่วยให้รับมือได้ถูกต้อง
ภาวะแทรกซ้อนจากฟิลเลอร์แบ่งออกเป็นแบบที่เกิดขึ้นทันทีหลังทำ กับแบบที่ค่อยแสดงอาการหลังจากนั้นหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน รอยช้ำและอาการบวมพบได้บ่อยและหายได้เอง หลอดเลือดอุดตันเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบจัดการ ส่วนก้อนนูนและ granuloma จะค่อยๆ ปรากฏในภายหลัง แต่ละอย่างเกิดขึ้นเพราะอะไร อันตรายแค่ไหน และแก้ไขได้มากน้อยเพียงใด มาดูทีละข้อ เมื่อเข้าใจแล้วว่าอะไรควรระวัง ความกังวลที่ไม่จำเป็นก็จะลดลงได้มาก

ฟิลเลอร์มีผลข้างเคียงบ่อยแค่ไหน และอะไรอันตรายจริง?
ผลข้างเคียงจากฟิลเลอร์ส่วนใหญ่เป็นแบบเบาและชั่วคราว อาการที่พบบ่อยที่สุดคือรอยช้ำ บวม กดเจ็บ หรือแดงบริเวณที่ทำ ปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดจากเข็มที่ผ่านเนื้อเยื่อและหลอดเลือด ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา โดยทั่วไปจะหายได้เองภายในไม่กี่วันถึงหนึ่งสัปดาห์ ส่วนใหญ่ไม่ต้องรักษาพิเศษ
ปัญหาคือภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่แม้จะพบได้น้อย แต่ถ้าฟิลเลอร์เข้าไปในหลอดเลือดหรือกดทับหลอดเลือดจนเลือดไหลไม่ผ่าน เนื้อเยื่อบริเวณนั้นก็อาจเกิดการตายได้ และถ้าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตาถูกอุดตัน ก็อาจสูญเสียการมองเห็นได้ โอกาสเกิดต่ำ แต่เมื่อเกิดแล้วผลลัพธ์หนักมาก จึงต้องให้น้ำหนักต่างจากอาการข้างเคียงเบาๆ โดยสิ้นเชิง
เพราะฉะนั้นต้องแยกระหว่างสิ่งที่พบบ่อยกับสิ่งที่อันตราย สิ่งที่พบบ่อยคือรอยช้ำและบวมที่หายได้เอง ส่วนสิ่งที่อันตรายคือหลอดเลือดอุดตันซึ่งพบน้อยกว่า กับก้อนนูนที่แสดงอาการในภายหลัง หากปะปนสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน อาจทำให้กลัวเกินเหตุหรือประมาทเกินไป รู้ให้ชัดว่าอะไรเป็นแบบไหนก่อนตัดสินใจทำ สิ่งที่พบบ่อยรอเวลาให้หายเองได้ ส่วนสิ่งที่อันตรายต้องอาศัยการป้องกันและตอบสนองที่รวดเร็ว

หลอดเลือดอุดตัน ภาวะอันตรายที่สุด เกิดขึ้นได้อย่างไร?
หลอดเลือดอุดตันคือภาวะที่ฟิลเลอร์ขวางการไหลเวียนของเลือด เกิดได้ 2 ทาง ทางแรกคือฟิลเลอร์เข้าไปในหลอดเลือดโดยตรงผ่านเข็ม ขัดขวางการไหลของเลือด ทางที่สองคือฟิลเลอร์ปริมาณมากที่ฉีดข้างๆ หลอดเลือดไปกดทับจนหลอดเลือดแคบลง ไม่ว่าจะเป็นแบบใด เนื้อเยื่อที่หลอดเลือดเส้นนั้นดูแลอยู่ก็จะขาดเลือด
เมื่อเลือดไม่ไหลผ่าน ผิวหนังบริเวณนั้นจะซีดขาวหรือเจ็บปวดรุนแรง แล้วค่อยๆ เปลี่ยนสีเข้มขึ้นจนอาจเกิดเนื้อตายได้ hyaluronic acid ฟิลเลอร์มีรายงานอุบัติการณ์หลอดเลือดอุดตันประมาณ 3 ถึง 9 ครั้งต่อ 10,000 ไซริงค์ ซึ่งถือว่าน้อย แต่ฟิลเลอร์ประเภทแคลเซียม เช่น CaHA ที่ย้อนกลับได้ยากกว่า จะยิ่งอันตรายกว่า แม้พบไม่บ่อยแต่สามารถเกิดกับใครก็ได้ นับเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรับมือ
สิ่งสำคัญคือการสังเกตอาการให้เร็ว ถ้าระหว่างหรือหลังทำมีอาการเจ็บปวดรุนแรงผิดปกติ ผิวเปลี่ยนเป็นสีขาว หรือมีลายด่างบนผิวหนัง ให้สงสัยหลอดเลือดอุดตันทันที ต้องหยุดทำและรีบแก้ไขโดยเร็ว ยิ่งช้าก็ยิ่งทำให้เนื้อเยื่อเสียหายจนยากจะคืนสภาพ ดังนั้นผู้ทำหัตถการต้องรู้จักสัญญาณเหล่านี้ และสำคัญมากที่จะต้องทำในสถานที่ที่พร้อมรับมือฉุกเฉิน

ทำฟิลเลอร์แล้วตาบอดได้จริงหรือ?
ภาวะแทรกซ้อนที่น่ากลัวที่สุดคือการสูญเสียการมองเห็น หลอดเลือดบางส่วนบนใบหน้าเชื่อมต่อกับหลอดเลือดที่เลี้ยงตา ถ้าฟิลเลอร์เข้าไปในหลอดเลือดนั้นผิดทิศ อาจถูกดันย้อนขึ้นไปอุดหลอดเลือดแดงจอประสาทตา ทำให้ตาข้างหนึ่งมืดลงกะทันหัน และน่าเสียดายที่โอกาสที่การมองเห็นจะกลับมาสมบูรณ์นั้นมีน้อยมาก
การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบพบว่า การตาบอดจาก soft ฟิลเลอร์มีรายงานทั่วโลก 190 ราย โดยการฉีดไขมันตัวเองมีสัดส่วนสูงสุดประมาณ 47% และ hyaluronic acid ประมาณ 24% เป็นอันดับถัดมา ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่เมื่อเกิดแล้วแก้ไขได้ยาก จึงเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ต้องให้น้ำหนักมากที่สุด
บริเวณที่เสี่ยงสูงมีอยู่แน่นอน ได้แก่ ระหว่างคิ้ว จมูก และร่องแก้ม เพราะมีหลอดเลือดที่เชื่อมไปยังตาพาดผ่าน จึงเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุตาบอดบ่อยที่สุด บริเวณเหล่านี้ต้องการผู้ทำที่มีความรู้ทางกายวิภาคเป็นอย่างดี ฉีดทีละน้อยในชั้นตื้น และพิจารณาใช้ cannula ปลายทู่แทนเข็มแหลม ยิ่งเป็นบริเวณเสี่ยง ประสบการณ์และความระมัดระวังของผู้ทำยิ่งมีผลต่อผลลัพธ์มาก ถ้าระหว่างทำตาพร่ามัวกะทันหันหรือปวดหัวรุนแรง ต้องบอกให้หยุดทำทันที

ก้อนนูน granuloma และ biofilm คืออะไร?
ถ้าหลอดเลือดอุดตันเป็นภาวะฉุกเฉินที่เกิดทันที ก้อนนูนคือภาวะแทรกซ้อนที่ค่อยๆ ปรากฏในภายหลัง ก้อนนูนคือฟิลเลอร์ที่จับตัวเป็นก้อนจนสัมผัสได้ ก้อนที่เกิดทันทีหลังฉีดเพราะกระจายตัวไม่สม่ำเสมอมักนวดคลายออกได้หรือดีขึ้นเองตามเวลา แต่ก้อนนูนแบบล่าช้าที่บวมและแข็งขึ้นมาหลังจากหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนนั้นมีลักษณะต่างออกไป
สาเหตุหนึ่งของก้อนนูนล่าช้าคือ biofilm ซึ่งเป็นภาวะที่แบคทีเรียสร้างเยื่อหุ้มตัวเองรอบๆ ฟิลเลอร์ ปกติจะสงบนิ่ง แต่อาจกำเริบขึ้นมาก่อให้เกิดการอักเสบเมื่อมีตัวกระตุ้น เช่น เป็นหวัดหรือทำหัตถการอื่น ส่วน granuloma คือก้อนอักเสบที่เกิดจากร่างกายรับรู้ฟิลเลอร์เป็นสิ่งแปลกปลอมแล้วพยายามห่อหุ้มไว้ ทั้งสองอย่างมักแสดงอาการนานหลังทำ ทำให้หาสาเหตุได้ยาก
ถ้าหลังทำฟิลเลอร์ไปหลายเดือนแล้วพบก้อนที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือมีอาการแดงบวม อย่าด่วนสรุปว่าไม่เกี่ยวกับฟิลเลอร์ ควรพบแพทย์ การรักษาก้อนนูนล่าช้าขึ้นอยู่กับสาเหตุ ถ้าสงสัยการอักเสบหรือติดเชื้อจะใช้ยาปฏิชีวนะหรือฉีดสเตียรอยด์ ถ้าเป็น hyaluronic acid ฟิลเลอร์ก็สามารถละลายก้อนด้วยการฉีด hyaluronidase ได้ การหาสาเหตุให้ถูกต้องคือจุดเริ่มต้นของการรักษา อย่าบีบหรือนวดก้อนเองเพราะอาจทำให้อักเสบรุนแรงขึ้น

ย้อนกลับได้ไหม? บทบาทของ hyaluronidase คืออะไร?
ข้อดีสำคัญของ hyaluronic acid ฟิลเลอร์คือสามารถย้อนกลับได้ การฉีด hyaluronidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ย่อยสลาย hyaluronic acid จะทำให้ฟิลเลอร์สลายตัวหายไป ใช้ได้ทั้งเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นที่พอใจ และเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินอย่างหลอดเลือดอุดตัน โดยช่วยละลายฟิลเลอร์ที่ขวางอยู่เพื่อให้เลือดไหลกลับมาได้
มีข้อมูลจริงระบุว่า hyaluronic acid ฟิลเลอร์ที่เกิดหลอดเลือดอุดตันและได้รับการรักษาด้วย hyaluronidase มีรายงานการฟื้นตัวบางส่วนหรือสมบูรณ์ประมาณ 84.2% แต่เวลาคือปัจจัยสำคัญ ถ้าผ่านไปเกิน 5 วัน เนื้อเยื่อที่เสียหายจะแข็งตัวและฟื้นคืนได้ยากขึ้น ดังนั้นหลักการคือต้องรีบตอบสนองด้วยขนาดสูงภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเห็นอาการ ยิ่งเร็วก็ยิ่งช่วยเนื้อเยื่อได้มากกว่า
สิ่งที่ต้องจำไว้คือ ความสามารถในการย้อนกลับนี้ใช้ไม่ได้กับฟิลเลอร์ชนิดอื่น เช่น แคลเซียม (CaHA) หรือไขมัน ฟิลเลอร์ที่ไม่ใช่ hyaluronic acid จะไม่ตอบสนองต่อการฉีด hyaluronidase ทำให้การรับมือฉุกเฉินยุ่งยากกว่ามาก ดังนั้นถ้าจะทำบริเวณเสี่ยงเป็นครั้งแรก hyaluronic acid ฟิลเลอร์ที่ย้อนกลับได้จึงเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าเมื่อเกิดปัญหา การย้อนกลับได้เป็นเหตุผลให้มั่นใจ แต่ไม่ใช่เหตุผลให้ประมาท

จะลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงได้อย่างไร?
การป้องกันที่ได้ผลที่สุดคือเลือกผู้ทำที่เหมาะสม ผู้ที่รู้ตำแหน่งหลอดเลือดบนใบหน้าเป็นอย่างดี ฉีดทีละน้อยในชั้นตื้นที่บริเวณเสี่ยง ใช้ cannula ปลายทู่เมื่อจำเป็น และมีนิสัยตรวจสอบก่อนฉีดว่าเข็มอยู่ในหลอดเลือดหรือไม่ จะช่วยลดความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตันได้มาก นอกจากนี้สิ่งสำคัญคือต้องเลือกสถานที่ที่พร้อมรับมือฉุกเฉิน โดยเฉพาะที่มี hyaluronidase พร้อมใช้งาน
ผู้รับบริการเองก็มีส่วนเตรียมตัวได้ การงดยาที่ทำให้เลือดจาง เช่น แอสไพรินหรือโอเมก้า-3 สักไม่กี่วันก่อนทำจะช่วยลดรอยช้ำ และหลังทำควรหลีกเลี่ยงความร้อนและแรงกดทับ สำคัญมากคือถ้าระหว่างทำรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงผิดปกติหรือผิวเปลี่ยนสี อย่าฝืนทน ต้องบอกผู้ทำทันที การแจ้งสัญญาณเหล่านี้เร็วคือจุดเริ่มต้นของการรับมือฉุกเฉิน
ภาวะแทรกซ้อนจากฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง แต่หลอดเลือดอุดตันและตาบอดที่พบได้น้อยนั้นมีผลลัพธ์หนัก การป้องกันและตอบสนองที่รวดเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การเลือกสถานที่โดยพิจารณาจากราคาถูกหรือสะดวกเข้าถึงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ควรเลือกผู้ทำที่มีความรู้ทางกายวิภาคและพร้อมรับมือฉุกเฉิน นั่นคือมาตรการป้องกันที่ดีที่สุด แม้จะเป็น hyaluronic acid ฟิลเลอร์ที่ย้อนกลับได้ก็อย่าประมาท การรู้จักสัญญาณอันตรายคือการดูแลตัวเองที่ดีที่สุด
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ตุ่มหนังไก่ที่ต้นแขนและต้นขา Keratosis Pilaris วิธีดูแลด้วยสารขจัดขุยและเลเซอร์ กับเหตุผลที่รักษาให้หายขาดได้ยาก
ผิวขรุขระคล้ายหนังไก่ที่ต้นแขนและต้นขาหรือที่เรียกกันว่า keratosis pilaris เกิดขึ้นได้อย่างไร บทความนี้พาไปดูตั้งแต่สาเหตุ วิธีเลือกสารขจัดขุยอย่าง urea, salicylic acid และ retinoid ไปจนถึงเลเซอร์ช่วยได้แค่ไหน เพราะนี่ไม่ใช่โรคที่หายขาดในครั้งเดียว แต่เป็นสภาพผิวที่ต้องดูแลต่อเนื่อง เมื่อเข้าใจธรรมชาติของมันแล้วก็จะมองเห็นวิธีจัดการได้ชัดเจนขึ้น
By Dr. Kim

ร่องแก้มต้องหาสาเหตุก่อน ฟิลเลอร์ ร้อยไหม และคอลลาเจนช่วยได้แค่ไหนและอยู่นานเท่าไร
ร่องแก้มของคุณเกิดจากผิวหย่อนคล้อย ปริมาตรที่ยุบหาย หรือผิวที่แก่ลง เพราะสาเหตุต่างกันทำให้ต้องเลือกระหว่างฟิลเลอร์ ร้อยไหม หรือสารกระตุ้นคอลลาเจนต่างกัน บทความนี้สรุปแบบเข้าใจง่ายว่าแต่ละแบบเหมาะกับใคร ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ไปจนถึงความปลอดภัยของเส้นเลือดข้างจมูก โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee

ผลลัพธ์และหลักการของ EMFACE เทคโนโลยี HIFES คลื่นวิทยุยกกระชับกล้ามเนื้อและผิวหน้าไปพร้อมกันโดยไม่ต้องใช้เข็ม
สรุปว่า EMFACE คือหัตถการแบบไหน HIFES และ synchronized RF ทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อใบหน้าและผิวหนังอย่างไร พร้อมผลลัพธ์เรื่องริ้วรอยและการยกกระชับที่มีงานวิจัยรองรับมากน้อยแค่ไหน รวมถึงความแตกต่างจากการผ่าตัดยกกระชับและเหมาะกับใครบ้าง
By Dr. Kim