prettytime
Botox

CoreTox โบท็อกซ์บริสุทธิ์จากเกาหลี: ดื้อยาน้อยกว่าจริง หรือแค่โฆษณา?

By Dr. Kim2 min read

ช่วงหลังมานี้ชื่อ CoreTox เริ่มเห็นบ่อยขึ้นในคลินิกความงามหลายแห่ง ทั้งในโซเชียลและกระทู้รีวิว บางคนถามว่าต่างจากโบท็อกซ์ที่เคยฉีดอย่างไร บางคนได้ยินว่า "ดื้อยาน้อยกว่า" แล้วสนใจขึ้นมา โดยเฉพาะคนที่ฉีดโบท็อกซ์มาสักพักแล้วรู้สึกว่าผลสั้นลงหรือตอบสนองน้อยลงกว่าแต่ก่อน

CoreTox คืออะไรกันแน่ ที่บอกว่าไม่มีโปรตีนเสริมนั้นหมายความว่าอะไร และเรื่องดื้อยา มีงานวิจัยรองรับจริงหรือเป็นแค่การตลาด ข้อมูลต่อไปนี้มาจากงานวิจัยที่มีอยู่ บางส่วนสนับสนุนแนวคิดนี้ บางส่วนยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนสำหรับ CoreTox โดยเฉพาะ รู้ว่าอะไรพิสูจน์แล้วและอะไรยังเป็นแค่สมมติฐาน ก็ช่วยให้ตัดสินใจได้โดยไม่คาดหวังเกินจริง

ไวอัล CoreTox สารพิษโบทูลินัมชนิด A บริสุทธิ์จากเกาหลี

CoreTox คืออะไร แตกต่างจากโบท็อกซ์ทั่วไปอย่างไร?

CoreTox เป็นสารพิษโบทูลินัมชนิด A ผลิตโดย Medytox บริษัทเกาหลีใต้ที่คนในวงการความงามคุ้นชื่อกัน เป็นผลิตภัณฑ์ตัวที่สามของ Medytox ต่อจาก Meditoxin และ Innotox โดยได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาเกาหลี (MFDS) สำหรับการรักษาริ้วรอยระหว่างคิ้วในปี 2016 กลไกการออกฤทธิ์เหมือนโบท็อกซ์ทุกยี่ห้อ คือขัดขวางสัญญาณประสาทที่สั่งให้กล้ามเนื้อหดตัว ทำให้ผิวเรียบขึ้น ลดกราม หรือเก็บรอยหยักได้

จุดที่ทำให้ CoreTox ต่างออกไปมีสองเรื่อง หนึ่งคือการกำจัดโปรตีนที่ห่อหุ้มสารพิษออก เหลือแค่ตัวสารพิษประสาทที่ออกฤทธิ์จริงในรูปบริสุทธิ์ สองคือการเปลี่ยนจากอัลบูมินจากเลือดมนุษย์มาใช้สารตั้งต้นจากพืชเป็นสารช่วยคงตัว ลดส่วนประกอบที่มาจากสัตว์ ในแง่นี้ CoreTox อยู่กลุ่มเดียวกับ Xeomin (Merz) ซึ่งเป็นโบท็อกซ์บริสุทธิ์ไม่มีโปรตีนเสริมที่รู้จักกันทั่วโลกมานาน ต่างกันที่ CoreTox เป็นผลิตภัณฑ์เกาหลี

มีเรื่องสำคัญที่ควรรู้ไว้ประกอบการตัดสินใจ ในปี 2020 MFDS เพิกถอนใบอนุญาต CoreTox เนื่องจากปัญหาเรื่องสายพันธุ์แบคทีเรียและวัตถุดิบ แต่ในปี 2023, 2024 ศาลเกาหลีตัดสินว่าการเพิกถอนนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใบอนุญาตจึงมีผลอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้แปลว่าผลิตภัณฑ์ไม่ดี แต่รู้ไว้เพื่อเลือกอย่างมีข้อมูลก็ดีกว่า

ในตลาดความงามไทย สารพิษโบทูลินัมที่ฉีดกันบ่อยมีหลายยี่ห้อ ทั้งเพื่อลดกราม เก็บรอยหยักหน้าผาก หรือรอยระหว่างคิ้ว CoreTox วางตัวเองในฐานะโบท็อกซ์เกาหลีบริสุทธิ์ไม่มีโปรตีนเสริม เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับจุดนี้โดยเฉพาะ

ความหมายของ 'ไม่มีโปรตีนเสริม', โบท็อกซ์ทั่วไปคือสารประกอบ 900kDa ที่มีสารพิษประสาท 150kDa ห่อหุ้มด้วย HA และ NTNH ส่วน CoreTox คือสารพิษประสาทบริสุทธิ์ 150kDa ที่ไม่มีโปรตีนห่อหุ้ม
ความหมายของ 'ไม่มีโปรตีนเสริม', โบท็อกซ์ทั่วไปคือสารประกอบ 900kDa ที่มีสารพิษประสาท 150kDa ห่อหุ้มด้วย HA และ NTNH ส่วน CoreTox คือสารพิษประสาทบริสุทธิ์ 150kDa ที่ไม่มีโปรตีนห่อหุ้ม

"ไม่มีโปรตีนเสริม" หมายความว่าอะไร?

ภาพด้านบนอธิบายได้ชัดกว่าคำพูด สารพิษโบทูลินัมในธรรมชาติไม่ได้มาในรูปสารพิษล้วน ๆ แต่มาเป็นก้อนใหญ่ที่มีโปรตีนห่อหุ้มสารพิษประสาทอีกที ทำหน้าที่ปกป้องระหว่างการผลิตและการเก็บรักษา โบท็อกซ์ยี่ห้อดั้งเดิมอย่าง Botox และ Dysport รวมถึงโบท็อกซ์เกาหลีหลายตัวอยู่ในรูปสารประกอบใหญ่นี้ ส่วน CoreTox เอาโปรตีนห่อหุ้มออก เหลือแต่ตัวสารพิษประสาทที่ออกฤทธิ์จริงในขนาด 150kDa, เหมือนกับที่ Xeomin ทำมานานแล้วในตลาดโลก

ทำไมเรื่องนี้ถึงน่าสนใจ? โปรตีนที่ห่อหุ้มนั้นบางส่วนอาจกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้าน เมื่อแอนติบอดีจับกับโบท็อกซ์ ยาก็ออกฤทธิ์ได้น้อยลง นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "ดื้อยา" เหตุผลนี้จึงทำให้หลายคนสนใจโบท็อกซ์บริสุทธิ์

แต่ต้องพูดตามจริงว่าเรื่องนี้ยังเป็นสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อสรุปที่ปิดคดีแล้ว มีหลักฐานบางส่วนสนับสนุน เช่น Botox ในช่วงทศวรรษ 1990 ที่ปรับสูตรลดปริมาณโปรตีนลง พบว่าอัตราการดื้อยาลดลงตามไปด้วย แต่นั่นเป็นหลักฐานทางอ้อม ไม่ใช่การพิสูจน์ว่าโปรตีนเสริมคือตัวการหลัก และสำหรับ CoreTox โดยเฉพาะ ยังไม่มีข้อมูลเรื่องภูมิต้านทานที่เก็บโดยตรงจากผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์นี้ นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเดียวกันทุกคนเรื่องบทบาทของโปรตีนเสริมในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

ดื้อยาน้อยกว่าจริงไหม, อัตราการเกิดแอนติบอดีต้านโบท็อกซ์ต่ำในโบท็อกซ์เกือบทุกชนิด และต่ำที่สุดใน Xeomin ซึ่งเป็นรูปแบบ 150kDa บริสุทธิ์เช่นเดียวกับ CoreTox แต่ยังไม่มีข้อมูลเฉพาะของ CoreTox
ดื้อยาน้อยกว่าจริงไหม, อัตราการเกิดแอนติบอดีต้านโบท็อกซ์ต่ำในโบท็อกซ์เกือบทุกชนิด และต่ำที่สุดใน Xeomin ซึ่งเป็นรูปแบบ 150kDa บริสุทธิ์เช่นเดียวกับ CoreTox แต่ยังไม่มีข้อมูลเฉพาะของ CoreTox

ดื้อยาน้อยกว่าจริงไหม?

มาดูที่ตัวเลขจริง ๆ กราฟด้านบนรวบรวมจากหลายงานวิจัย แสดงให้เห็นว่าอัตราการเกิดแอนติบอดีต้านโบท็อกซ์ชนิดทำลายฤทธิ์ (neutralizing antibody) นั้นต่ำมากในโบท็อกซ์แทบทุกยี่ห้อ และต่ำที่สุดใน Xeomin ซึ่งเป็นโบท็อกซ์บริสุทธิ์เหมือนกับ CoreTox ในทางทฤษฎีจึงคาดได้ว่า CoreTox น่าจะอยู่ในแนวทางเดียวกัน

แต่มีสามเรื่องที่ต้องชัดไว้ก่อน

หนึ่ง, ตัวเลขข้างต้นไม่ใช่ข้อมูลของ CoreTox ไม่มีงานวิจัยที่วัดอัตราการเกิดแอนติบอดีในผู้ที่ใช้ CoreTox โดยตรง สิ่งที่มีคือข้อสรุปจากผลิตภัณฑ์อื่น แล้วนำมาอนุมาน

สอง, ในการฉีดเพื่อความงามที่ใช้ขนาดยาต่ำ โอกาสเกิดแอนติบอดีจริง ๆ อยู่ที่ประมาณ 0.2, 0.5% เท่านั้น แปลว่าแทบทุกยี่ห้อ การดื้อยาในแง่ภูมิต้านทานเกิดขึ้นน้อยมากอยู่แล้ว

สาม, คนที่รู้สึกว่าโบท็อกซ์ "ไม่ค่อยได้ผล" หรือ "ผลสั้นลง" นั้น ราวครึ่งหนึ่งของกรณีไม่ได้เกิดจากแอนติบอดี แต่มาจากเรื่องอื่น เช่น เทคนิคการฉีด การเก็บรักษายา หรือขนาดยาที่ไม่เหมาะกับกล้ามเนื้อของแต่ละคน

สรุปสั้น ๆ คือ CoreTox ไม่ได้เสียเปรียบเรื่องดื้อยา และในทางทฤษฎีอาจได้เปรียบ แต่จะบอกว่า "ดื้อยาไม่ได้เลย" นั้นเกินกว่าที่ข้อมูลจะรองรับได้ตอนนี้ และอีกเรื่องที่ควรรู้, ถ้าดื้อยาเกิดขึ้นแล้ว การหยุดพักจากโบท็อกซ์สักช่วงหนึ่งก็ช่วยให้แอนติบอดีลดลงและร่างกายกลับมาตอบสนองใหม่ได้ ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้จนเกินไป

หลักฐานทางคลินิก, CoreTox มีงานวิจัยเทียบกับโบท็อกซ์ในการรักษาอาการกล้ามเนื้อเกร็ง แต่ยังขาดงานวิจัยในการฉีดเพื่อความงาม เช่น ริ้วรอยระหว่างคิ้ว รวมถึงการเปรียบเทียบตรงกับโบท็อกซ์ยี่ห้ออื่น
หลักฐานทางคลินิก, CoreTox มีงานวิจัยเทียบกับโบท็อกซ์ในการรักษาอาการกล้ามเนื้อเกร็ง แต่ยังขาดงานวิจัยในการฉีดเพื่อความงาม เช่น ริ้วรอยระหว่างคิ้ว รวมถึงการเปรียบเทียบตรงกับโบท็อกซ์ยี่ห้ออื่น

มีหลักฐานทางคลินิกรองรับไหม?

หลักฐานของ CoreTox มีน้ำหนักต่างกันตามการใช้งาน ในด้านการรักษาทางการแพทย์ มีงานวิจัยที่ออกแบบมาดีรองรับ งานหนึ่งศึกษาผู้ป่วยกล้ามเนื้อเกร็งหลังโรคหลอดเลือดสมอง 220 คน เปรียบเทียบ CoreTox กับ Botox โดยตรง, พบว่า CoreTox ไม่ด้อยกว่า Botox ในการลดอาการเกร็ง ซึ่งสมเหตุสมผล เพราะสารพิษประสาทที่ออกฤทธิ์จริงเหมือนกัน

ปัญหาคือในฝั่งความงาม ทั้งการลดกราม เก็บรอยหยักหน้าผาก หรือริ้วรอยระหว่างคิ้ว, ยังไม่มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติและผ่านการ peer review มีข้อมูลภายในจากการขอ MFDS approval แต่นั่นต่างจากงานวิจัยอิสระ ไม่ใช่ว่าไม่ได้ผล แต่หมายความว่าเราอ้างอิงจากหลักการว่าสารพิษประสาทเหมือนกัน ผลน่าจะใกล้เคียงกัน, ไม่ใช่จากข้อพิสูจน์โดยตรงสำหรับการฉีดเสริมความงาม

และยังไม่มีงานวิจัยเปรียบเทียบตรง ๆ ระหว่าง CoreTox กับ Botox หรือ CoreTox กับ Xeomin ในด้านความงามเลย ดังนั้นการพูดว่า "ยาตัวนี้ดีกว่าตัวนั้น" ยังเป็นแค่การคาดเดา ไม่มีฐานข้อมูลรองรับ จะเลือก CoreTox ได้อย่างมีเหตุผลที่สุดคือเลือกจากจุดขายที่พิสูจน์ได้จริง, เป็นโบท็อกซ์เกาหลีบริสุทธิ์ไม่มีโปรตีนเสริม, ไม่ใช่จากคำว่า "เด่นกว่าทุกยี่ห้อ"

การฉีดสารพิษโบทูลินัมโดยแพทย์

ผลข้างเคียง ลดการดื้อยาทำอย่างไร และใครเหมาะกับ CoreTox?

ผลข้างเคียงของ CoreTox ไม่ต่างจากโบท็อกซ์ทั่วไป อาจมีรอยแดงหรือรอยช้ำบริเวณฉีด บางรายมีหนังตาตกเล็กน้อยหรือรู้สึกสีหน้าแข็งชั่วคราว ซึ่งมักหายเองในไม่กี่สัปดาห์ ปวดหัวหรือเวียนหัวเล็กน้อยก็เกิดได้ ห้ามใช้ในผู้ตั้งครรภ์หรือผู้ที่มีภาวะ myasthenia gravis และโรคที่กระทบรอยต่อระหว่างประสาทกับกล้ามเนื้อ ยังไม่มีรายงานว่า CoreTox มีผลข้างเคียงแตกต่างจากโบท็อกซ์ยี่ห้ออื่นอย่างมีนัยสำคัญ

เรื่องการลดการดื้อยา สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกยี่ห้อคือพฤติกรรมการฉีด ฉีดห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน ไม่เพิ่มขนาดยาเกินความจำเป็น หลีกเลี่ยงการฉีดซ้ำภายในไม่กี่วันหากรู้สึกว่าผลยังไม่เต็มที่ และมั่นใจว่าคลินิกเก็บรักษายาและฉีดตามมาตรฐาน สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการสะสมแอนติบอดีมากกว่าการเลือกยี่ห้อ

CoreTox น่าสนใจสำหรับคนที่กังวลเรื่องโปรตีนเสริมและอยากได้โบท็อกซ์บริสุทธิ์ หรือคนที่วางแผนฉีดระยะยาวแล้วอยากลดความเสี่ยงดื้อยาให้น้อยที่สุด กระแสความนิยมเกาหลีก็ทำให้บางคนรู้สึกมั่นใจกับยี่ห้อเกาหลีเป็นพิเศษ ซึ่งก็ไม่ใช่เหตุผลที่ผิดอะไร

แต่ถ้าเห็นโฆษณาว่า "CoreTox ดื้อยาไม่ได้เลย" หรือ "ผลดีกว่าทุกยี่ห้อ" ควรฟังด้วยหูกรองสักนิด ข้อมูลตอนนี้บอกได้แค่ว่ามันเป็นโบท็อกซ์บริสุทธิ์ที่ไม่น่าจะเสียเปรียบด้านการดื้อยา ไม่ใช่ว่าพิสูจน์แล้วว่าเหนือกว่า และสิ่งที่มีผลต่อผลลัพธ์มากที่สุดในการฉีดโบท็อกซ์ยังคงเป็นทักษะและการตัดสินใจของแพทย์ผู้ฉีด เรื่องนี้ไม่มียี่ห้อไหนแก้ได้แทน

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Botox

โบท็อกซ์ยิ้มเห็นเหงือก ผลลัพธ์และผลข้างเคียง ฉีดกล้ามเนื้อไหนและอยู่ได้นานแค่ไหน

รวบรวมจากงานวิจัยจริงว่ายิ้มเห็นเหงือกมากแก้ได้ด้วยโบท็อกซ์หรือไม่ ได้ผลในกรณีที่มีสาเหตุแบบไหน ต้องฉีดกล้ามเนื้อที่ยกริมฝีปากบนตรงไหนกี่ยูนิต ตำแหน่งฉีดอย่างจุด Yonsei ให้ผลลัพธ์และอยู่ได้นานเท่าไหร่

By Dr. Kim

Skincare

BEST 5 ทรีตเมนต์ที่ลดรูขุมขนได้จริง คัดมาจากข้อมูลคลินิก

ทรีตเมนต์เสริมความงามไหนที่ได้ผลจริงกับรูขุมขนกว้าง? รวม 5 อันดับที่มีหลักฐานรองรับ พร้อมตัวเลขการปรับปรุงจริง เหตุผลที่รูขุมขนไม่หายไปถาวร และวิธีเลือกที่ปลอดภัยตามประเภทผิว ด้วยข้อมูลจากงานวิจัยจริง ไม่เกินจริง

By Dr. Kim

Lifting

Volnewmer RF Monopolar กระชับผิวได้จริงแค่ไหน, เจ็บน้อยกว่า Thermage หรือเปล่า?

Volnewmer คืออะไร ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำช่วยลดความเจ็บปวดได้จริงหรือไม่ เปรียบเทียบกับ Thermage แล้วผลต่างกันอย่างไร รวมถึงข้อมูลจากงานวิจัยจริงที่มีผู้เข้าร่วมแค่ 22 คน และที่มาของคำโฆษณาว่าทำครั้งเดียวอยู่ได้ปีเดียว

By Dr. Kim

Back to articles